วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วินัยมุขเล่ม ๒ นักธรรมโท หน้า ๑๐๗ ถึงหน้า ๑๑๓ ปวารณา


นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 107

สำเร็จ  ห้ามไม่ให้อยู่จำพรรษาในอาวาสเช่นนั้น  อธิบายข้อนี้ว่า

ถ้าอาจไปทำสังฆอุโบสถกับสงฆ์ในอาวาสอื่นได้  อยู่จำพรรษาในอาวาส

เช่นนั้นก็ควร.

           พระสาวกผู้ใหญ่ไปปางก่อน  ย่อมเคารพในสังฆอุโบสถ  เช่น

พระมหากัสสป  เดินทางมาเพื่อทำอุโบสถแต่ไกล  ต้องข้างลำน้ำ

ผ้าผ่อนเปียก.  พระมหากปิน  ดำริว่า  เสร็จกิจพระศาสนาแล้วคิดจะ

เลิก  ไม่ไปเข้าประชุมทำอุโบสถ พระศาสดาตรัสเตือนเพื่อรักษา

ธรรมเนียมและให้กายสามัคคี  ท่านก็ยอมรับปฏิบัติตาม.

                                       ปวารณา

           ในวันเพ็ญแห่งเดือนกัตติกาตัน  ที่เต็ม ๓  เดือนแต่วันจำพรรษา

มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาส  ทำปวารณา

แทนอุโบสถ.

           กิจเบื้องต้นแห่งปวารณา  ก็เหมือนแห่งอุโบสถ  เป็นแต่ใน

ส่วนบุพพกิจ  ไม่นำปาริสุทธิ  นำปวารณาของภิกษุไข้มา.  คำมอบ

ให้ปวารณาว่า   " ปวารณํ  ทมฺมิ,  ปวารณํ  เม  หร,  มมตฺถาย

ปวาเรหิ. "   แปลว่า   " ฉันมอบปวารณาของฉัน  ขอเธอจงนำปวารณา

ของฉันไป  ขอเธอจงปวารณาแทนฉัน. "   นี้เป็นคำของผู้เจ็บที่แก่

กว่า  ถ้าอ่อนกว่า  ใช้คำว่า   " หรถ "   แทน   " หร "   ใช้คำว่า

" ปวาเรถ "   แทน   " ปวาเรหิ "   พึงถือเอาความแปลโดยสมควร

แก่โวหาร.  ภิกษุผู้รับมอบปวารณาไป  ทวงทีจะปวารณาแทนเธอ

ในลำดับของเธอ  คำปวารณาแทนนั้น จะควรกล่าวอย่างไร  จัก




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 108

แสดงข้างหน้า.

           วันปวารณานั้น โดยปกติเป็นวันที่  ๑๕  เรียกว่า   " ปณฺณรสี "

ถ้าสงฆ์ยังไม่ปวารณาในวันนั้น  เลื่อนวันปวารณาออกไปอีกปักษ์

หนึ่ง  ก็จะพึงเป็นวันที่  ๑๔  เรียกว่า   " จาตุทฺทสี "   หรือปรองดอง

กันเข้าได้ในวันนั้น  ก็จะพึงเป็นวันสามัคคี  จึงได้วันเป็น  ๓ ดุจอุโบสถ.

ในญัตติกล่าวเพียง   " อชฺช  ปวารณา "   เพ่งเอาวันปกติ.

           จำนวนภิกษุผู้ประชุม  ๕  รูปเป็นอย่างน้อย  จึงทำปวารณาเป็น

การสงฆ์ได้  เกินกว่านั้นใช้ได้.  มีจำนวนมากกว่าอุโบสถ ๑  รูปนั้น

เข้าใจว่า  เมื่อเป็นผู้ปวารณา ๑  รูป  อีก  ๔  รูปจะได้ครบองค์เป็น

สงฆ์,  ๔ รูป  ๓ รูป  ๒ รูป  พึงทำปวารณาเป็นการคณะ.  รูปเดียว

พึงอธิษฐานเป็นการบุคคล.

           ทำปวารณาเป็นการสงฆ์  พึงตั้งญัตติประกาศแก่สงฆ์ก่อนแล้ว

จึงปวารณา.  ปวารณานั้น  คือบอกให้โอกาสแก่ภิกษุทั้งหลาย  เพื่อ

ปรารถนาตักเตือนว่ากล่าวตนได้.

           ธรรมเนียมวางไว้  ให้ปวารณารูปละ ๓ หน  โดยปกติ  ถ้า

มีเหตุขัดข้อง  จะทำอย่างนั้นไม่ตลอดด้วยประการใดประการหนึ่ง

จะปวารณารูปละ ๒  หนหรือ ๑  หน  หรือพรรษาเท่ากัน  ให้ว่าพร้อม

กันก็ได้.  จะปวารณาอย่างไร พึงประกาศแก่สงฆ์ให้รู้ด้วยญัตติก่อน.

วิธีตั้งญัตตินั้น  พึงรู้อย่างนี้ :-

           ๑.  ถ้าจะปวารณา  ๓  หน พึงตั้งญัตติว่า   " สุณาตุ  เม  ภนฺเต

สงฺโฆ, อชฺช  ปวารณา  ปณฺณรสี,  ยทิ  สงฺฆสฺส  ปตฺตกลฺลํ. สงฺโฆ




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 109

เตวาจิกํ  ปวาเรยฺย. "   แปลว่า   " ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕  ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึง

ปวารณา  ๓  หน. "   นี้เรียกว่า   " เตวาจิกา  ญตฺติ. "   เมื่อตั้งญัตติ

อย่างนี้แล้ว ต้องปวารณารูปละ ๓  หน  จะลดไม่ควร.

           ๒. ถ้าจะปวารณา  ๒  หน  พึงตั้งญัตติเหมือนอย่างนั้น  แต่ลง

ท้ายว่า   " สงฺโฆ  เทฺววาจิกํ  ปวาเรยฺย "   แปลว่า   " สงฆ์พึงปวารณา ๒

หน. "   นี้เรียกว่า   " เทฺววาจิกา  ญตฺติ. "   เช่นนี้ จะปวารณาเท่านั้น

หรือมากกว่าได้  แต่จะลดไม่ควร.

           ๓.  ถ้าจะปวารณาหนเดียว พึงตั้งญัตติลงท้ายว่า   " สงฺโฆ

เอกวาจิกํ ปวาเรยฺย "   แปลว่า   " สงฆ์พึงปวารณาหนเดียว. "   นี้

เรียกว่า   " เอกวาจิกา  ญตฺติ. "   เช่นนี้ปวารณาหนเดียวหรือมากกว่า

ได้ทั้งนั้น  แต่ผู้พรรษาเท่ากัน  ปวารณาพร้อมกันได้ควร.

           ๔.  ถ้าจะจัดภิกษุมีพรรษาเท่ากัน ให้ปวารณาพร้อมกัน  พึง

ตั้งญัตติลงท้ายว่า   " สงฺโฆ  สมานวสฺสิกํ  ปวาเรยฺย "   แปลว่า   " สงฆ์

พึงปวารณามีพรรษาเท่ากัน "   นี้เรียกว่า   " สมานวสฺสิกา  ญตฺติ. "

เช่นนั้น  ภิกษุมีพรรษาเท่ากัน  ปวารณาพร้อมกัน  ๓  หน  ๒  หน  หนเดียว

ได้ทั้งนั้น.

           วิธีตั้งญัตติ  ๔  แบบข้างต้นนี้  ระบุประการ.

           ๕.  ถ้าจะไม่ระบุประการพึงตั้งครอบทั่วไป ลงท้ายเพียงว่า   " สงฺโฆ

ปวาเรยฺย "   แปลว่า   " สงฆ์พึงปวารณา "   นี้เรียกว่า   " สพฺพสงฺคาหิกา

ญตฺติ. "   เช่นนี้  จะปวารณากี่หนก็ได้  แต่ท่านห้ามไม่ให้ผู้มีพรรษา




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 110

เท่ากัน  ปวารณาพร้อมกัน   แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า  ควรจะได้.

           อันตราย  ๑๐  อย่าง โดยที่สุดทายกมาทำบุญ  หรือมีธรรมสวนะ

อยู่จนสว่าง  ท่านให้ถือเป็นเหตุขัดข้องได้.

           ครั้งตั้งญัตติแล้ว  ภิกษุผู้เถระ  พึงทำผ้าห่มเฉวียงบ่า  นั่งกระหย่ง

ประณมมือ  กล่าวปวารณาต่อสงฆ์ว่า   " สงฺฆํ  อาวุโส  ปวาเรมิ

ทิฏฺเฐน  วา  สุเตน  วา  ปริสงฺกาย  วา,  วทนฺตุ  มํ  อายสฺมนฺโต

อนุกมฺปํ  อุปาทาย,  ปสฺสนฺโต  ปฏิกฺกริสฺสามิ,  ทุนิยมฺปิ  อาวุโส  ฯ เป ฯ

ตติยมฺปิ  อาวุโส  สงฺฆํ  ปวาเรมิ  ฯ เป ฯ  ปฏิกฺกริสฺสามิ. "   แปลว่า

" เธอ  ฉันปวารณาต่อสงฆ์  ด้วยได้เห็นก็ดี  ด้วยได้ฟังก็ดี  ด้วยสงสัย

ก็ดี  ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณา  ว่ากล่าวฉัน  ฉันเห็นอยู่

จักทำคืนเสีย.  ฉันปวารณาต่อสงฆ์ครั้งที่ ๒  ฯ ล ฯ   ครั้งที่ ๓  ฯ ล ฯ

จักทำคืนเสีย. "   ภิกษุนอกนี้พึงปวารณาตามลำดับแก่ทีละรูป  เว้น

ไว้แต่คราวให้ผู้มีพรรษาเท่ากันปวารณาพร้อมกัน.  โดยนัยนั้นเปลี่ยน

ใช้คำว่า   " ภนฺเต "   แทน   " อาวุโส "   เท่านั้น.

           ในคราวที่มีนำปวารณาของภิกษุอื่นมา  ผู้นำน่าจะปวารณา

แทนเธอ  เมื่อถึงลำดับของเธอ  เช่นตัวอย่างดังนี้ :-   " อายสฺมา  ภนฺเต

อุตฺตโร  คิลาโน  สงฺฆํ  ปวาเรติ  ทิฏฺเฐน  วา  สุเตน  วา  ปริสงฺกาย

วา, วทนฺตุ  ตํ  อายสฺมนฺโต  อนุกมฺปํ  อุปาทาย,  ปสฺสนฺโต  ปฏิกฺ-

กริสฺสติ,  ทุติยมฺปิ  ภนฺเต  ฯ เป ฯ  ตติยมฺปิ  ภนฺเต  อายสฺมา  อุตฺตโร

ิคิลาโน  สงฺฆํ  ปวาเรติ  ฯ เป ฯ  ปฏิกฺกริสฺสติ "   แปลว่า   " ท่าน

เจ้าข้า  ท่านอุตตระอาพาธ  ปวารณาต่อสงฆ์  ด้วยได้เห็นก็ดี  ด้วย




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 111

ได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี  ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าว

ท่าน  ท่านเห็นอยู่ จักคืนคำเสีย, ท่านอุตตระอาพาธ  ปวารณาต่อ

สงฆ์ครั้งที่ ๒  ฯ ล ฯ  ครั้งที่  ๓  ฯ ล ฯ  จักทำคืนเสีย. "   ถ้าผู้นำแก่

กว่ากล่าวว่า   " อุตฺตโร  ภนฺเต  ภิกฺขุ "   แทน   " อายสฺมา  ภนฺเต

อุตฺตโร "   ถ้าชื่ออื่น  ก็พึงเปลี่ยนไปตามชื่อ  และพึงถือเอาความเข้าใจ

โดยสมควรแก่รูปความ.

           ธรรมเนียมเดิม นั่งกระหย่งอยู่กว่าจะปวารณาเสร็จทั้งนั้น

ครั้นพระเถระแก่ทนไม่ไหวเป็นลมล้มลง  จึงทรงอนุญาตให้นั่งลงได้

เมื่อตนปวารณาแล้ว,  กิริยาที่ให้นั่งกระหย่งกว่าตนจะปวารณาแล้วนี้

เผยความว่า  ครั้งก่อนสงฆ์หมู่หนึ่ง  ผู้ทำปวารณาไม่มากนัก  จึงพอ

ทำได้  ในวัดมีพระมาก พระผู้อยู่ข้างปลายทนไม่ไหวแน่.  ข้าพเจ้า

ได้ทราบว่า  แบ่งไปปวารณาที่อื่นตามลำพังบ้าง  แบ่งไปสมทบกับ

สงฆ์ที่วัดอื่นบ้าง.  ประการต้นไม่งาม  ดูเหมือนสงฆ์แตกกันเป็น ๒

พวก  ประการหลังไม่สมแก่เหตุ.  การปวารณาขอให้ว่ากล่าวตักเตือน

กันนั้น  สำหรับภิกษุหมู่เดียวกัน  รู้จักตัวกันอยู่.  ข้าพเจ้าเห็นว่า

ถือเอาการนั่งกระหย่งไม่ไหวเป็นเหตุขัดข้อง  ปวารณาเพียงรูปละหน

หรือแม้จัดภิกษุผู้มีพรรษาเท่ากัน  ให้ปวารณาพร้อมกัน  ดีกว่าทำ  ๒

ประการข้างต้น.  เมื่อจะทำอย่างนั้น  ควรประกาศเหตุขัดข้องให้สงฆ์

ทราบก่อนแล้ว  ตั้งญัตติบอกให้ปวารณาโดยประการอันจะทำ.

           ถ้าในชุมนุมนั้น  มีภิกษุผู้ไม่อาจปวารณาได้เพราะพรรษาขาด

หรือแม้อุปสมบทภายหลังแต่วันเข้าพรรษา  และมีจำนวนไม่มากกว่า




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 112

ภิกษุผู้อาจปวารณา  แม้มีจำนวนถึง  ๔  รูป  ท่านให้บอกปาริสุทธิ

เมื่อภิกษุนอกนี้ปวารณาเสร็จแล้ว  ถ้ามีจำนวนมากกว่า  ท่านให้

สวดปาติโมกข์  เมื่อจบแล้วจึงให้ภิกษุนอกนี้ปวารณาในสำนักเธอ

ทั้งหลาย  ห้ามไม่ให้ตั้งญัตติทำเป็นการสงฆ์การคณะทั้ง ๒  อย่าง

ในวันเดียวกัน.

           ดิถีที่ปวารณานั้น  จะเลื่อนกระชั้นใน  ๓  เดือนแต่วันเข้าพรรษา

เข้ามาหาได้ไม่  จะเลื่อนออกไปอีกปักษ์หนึ่งหรืออีกเดือนหนึ่งได้อยู่

ถ้าจะเลื่อน  ต้องประกาศให้สงฆ์รู้เหตุแล้วทำอุโบสถในวันนั้น เมื่อ

ถึงวันกำหนดจึงทำปวารณา.  เหตุเป็นเครื่องยกขึ้นอ้างในการเลื่อน

ปวารณานั้น  กล่าวไว้ในบาลี  มีภิกษุจะเข้ามาสมทบปวารณาด้วย

ด้วยหมายจะคัดค้านผู้นั้นผู้นี้  ทำให้เกิดอธิกรณ์ขึ้นอย่างหนึ่ง,  อยู่ด้วย

กันเป็นผาสุก ปวารณาแล้วต่างจะจากกันจาริกไปเสียอย่างหนึ่ง.  ใน

บัดนี้  ไม่มีสงฆ์หมู่ไหนจะเลื่อน  จึงแสดงแต่โดยสังเขปพอรู้เค้า.

           ในอาวาสมีภิกษุหย่อน  ๕  รูป  ท่านห้ามไม่ให้ทำสังฆปวารณา

ถ้ามี  ๔  รูปหรือ  ๓  รูป  พึงประชุมกันแล้ว  รูปหนึ่งประกาศด้วยญัตติ

ว่า   " สุณนฺตุ  เม  อายสฺมนฺโต,  อชฺช  ปวารณา  ปณฺณรสี,

ยทายสฺานฺตานํ  ปตฺตกลฺลํ,  มยํ  อญฺญมญฺญํ  ปวาเรยฺยาม "   แปลว่า

" ท่านเจ้าข้า  ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า  ปวารณาวันนี้ที่  ๑๕  ถ้า

ความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว,  เราทั้งหลายพึงปวารณา

กันเถิด. "   ถ้า  ๓  รูปว่า   " อายสฺมฺตา "   แทน   " อายสฺมนฺโต. "

แล้วพึงกล่าวปวารณาตามลำดับ,  เพราะน้อยปรู  เป็นอันเข้าใจชัดว่า




นักธรรมโท - วินัยมุข เล่ม ๒ - หน้าที่ 113

ต้องว่า  ๓  หนเต็มที่.   คำปวารณาว่า   " อหํ  อาวุโส  อายสฺมนฺเต

ปวาเรมิ  ฯ เป ฯ  ปฏิกฺกริสฺสามิ.  ทุติยมฺปิ  อาวุโส  ฯ เป ฯ  ตติยมฺปิ

อาวุโส  อายสฺมนฺเต   ปวาเรมิ  ฯ เป ฯ  ปฏิกฺกริสฺสามิ "   นี้

นำหรับรูปแก่  รูปอ่อนว่า   " ภนฺเต "   แทน   " อาวุโส. "   ถ้ามีแต่  ๒  รูป

ไม่ต้องตั้งญัตติ  ปวารณากันทีเดียว.  คำปวารณาว่า   " อหํ  อาวุโส

อายสฺมนฺตํ  ปวาเรมิ  ฯ เป ฯ  วทตุ  มํ  อายสฺมา  อนุกมฺปํ  อุปาทาย,

ปสฺสนฺโต  ปฏิกฺกริสฺสามิ. "   นี้เรียกว่า  คณปวารณา.  อยู่รูปเดียว

ท่านให้ตระเตรียมที่ทางและคอยภิกษุอื่นจนสิ้นเวลา  เห็นไม่มาแล้ว

ให้อธิษฐานว่า   " อชฺช  เม  ปวารณา "   แปลว่า   " ปวารณาของเรา

วันนี้ "   นี้เรียกว่า  บุคคลปวารณา.

           โดยนัยอันกล่าวแล้ว  วันปวารณามี  ๓  คือ จาตุททสี  ปัณณรสี

สามัคคี,  การก  คือผู้ทำก็มี  ๓  คือ  สงฆ์  คณะ  บุคคล,  อาการที่ทำ

ก็มี  ๓  คือ  ปวารณาต่อที่ชุมนุม ๑  ปวารณากันเอง ๑  อธิษฐานใจ ๑

ทำนองเดียวกับอุโบสถ.

           อธิบายนอกจากนี้  พึงรู้โดยนัยอันกล่าวแล้วในอุโบสถ.



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น